ปลูกกาแฟอราบีก้าปลอดสารพิษ เชิงดอยอินทนนท์

19 ส.ค. 2563 / กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ปลูกกาแฟอราบีก้าปลอดสารพิษ เชิงดอยอินทนนท์

ปัญหาการทำไร่เลื่อยลอย การปลูกฝิ่นและการตัดไม้ทำลายป่า นับเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศ ในหลวงรัชกาลที่9 ทรงตระหนักถึงภัยคุกคามดังกล่าว จึงทรงมีพระราชประสงค์ที่จะช่วยเหลือชาวเขาให้มีพื้นที่ทำกินเป็นหลักแหล่ง ส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนการปลูกฝิ่น พร้อมทั้งถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านการเกษตรแผนใหม่ เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ปรับปรุงฐานะความเป็นอยู่ของชาวเขาให้ดีขึ้น ตลอดจนป้องกันการบุกรุกทำลายป่าไม้ต้นน้ำลำธาร กาแฟอราบิก้า เป็นหนึ่งในพืชทางเลือก ที่ในหลวงรัชกาลที่9 พระราชทานแก่เกษตรกรชาวเขาปลูกทดแทนฝิ่น ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของการก่อตั้งโครงการหลวง สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ประสบความสำเร็จในการวิจัย พัฒนาสายพันธุ์กาแฟอราบิก้าที่ดีเหมาะสมกับพื้นที่ภาคเหนือ จึงนำกาแฟพันธุ์นี้ไปส่งเสริมให้ชาวเขาจำนวน 2,602 ครัวเรือน ในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวง ทั้ง 24 แห่ง ได้ทดลองปลูกรวมทั้งสิ้น 9,500 ไร่ ปรากฏว่า ในแต่ละปีสามารถผลิตผลกาแฟเข้าสู่ตลาดกว่า 500 ตัน สร้างรายได้ให้แก่ชาวเขาได้มากกว่า 40 ล้านบาทต่อปี

ขบวนการผลิตกาแฟโครงการหลวง เน้นการผลิตที่ปลอดภัย ด้วยวิธีการปลูกแบบผสมผสานกับพืชท้องถิ่นภายใต้ร่มเงาของไม้ยืนต้นธรรมชาติ เพื่อรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อม และเป็นแบบอย่างการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ตามแนวทางของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เสริมสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของชาวเขาจำนวน 88 หมู่บ้าน ที่อยู่ภายใต้การดูแลของโครงการหลวง สามารถสร้างประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน 

พี่สมศักดิ์ คีรีภูมิทอง ชื่อเล่นว่า “ สาทู ” หนุ่มใหญ่ชาวเขาปกาเกอะญอ ย้อนความหลังให้ฟังว่า เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว สมัยที่ผมเป็นเด็ก ป่าในชุมชนแห่งนี้มีสภาพเสื่อมโทรม เนื่องจากชาวบ้านถากป่าเพื่อปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอย แต่หลังจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาเยี่ยมชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ ก็ให้ความรู้ชาวบ้านเรื่องพิษภัยของการปลูกฝิ่น ชาวบ้านก็เปลี่ยนมาทำไร่หมุนเวียนแบบนาขั้นบันได ปลูกสตรอว์เบอร์รี่และกาแฟ ปรับเปลี่ยนแนวคิดของชาวบ้าน ให้มาใส่ใจในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า ดิน น้ำ และวิถีชีวิตวัฒนธรรม
 
เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้มีสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปี พี่สมศักดิ์จึงตัดสินใจปลูกกาแฟอาราบิก้าเป็นอาชีพหลัก โดยปลูกต้นกาแฟอาราบิก้า จำนวน 1,000 ต้น บนพื้นที่ 2 ไร่ โดยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีในไร่กาแฟ ทำให้ได้ผลผลิตมาก แต่สุขภาพกลับแย่ลง เพราะแพ้สารเคมี ต้องเสียค่ายาค่าหมอเป็นประจำ ทำให้พี่สมศักดิ์ตัดสินใจทำเกษตรรูปแบบใหม่ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง โดยนำมดแดงมาปล่อยเพื่อกำจัดหนอนแมลงตามระบบธรรมชาติ

แต่ท้ายสุด มดแดงก็ทิ้งรังหนี เพราะไม่มีแหล่งอาหาร จึงปลูกต้นมะม่วงแซมในไร่กาแฟ เพื่อเป็นแหล่งอาหารของมดแดง ทำให้ปัญหาเชื้อราในสวนกาแฟค่อย ๆ หายไปจนหมด นอกจากนี้ ยังใช้ปุ๋ยคอกจากขี้วัวขี้ควายที่หาได้ในท้องถิ่นมาใช้บำรุงต้นกาแฟ ทำให้ได้ผลผลิตกาแฟคุณภาพดี ปลอดจากสารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์  ต้นกาแฟเจริญเติบโตได้ดีในที่สูงประมาณ 1,000-2,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และมีอากาศเย็นประมาณ 15 -25 องศาเซลเซียส ปริมาณน้ำฝน 1,500-2,000 มิลลิเมตรต่อปี ต้นกาแฟที่อยู่ด้านหลังบ้านของพี่สมศักดิ์ มีลักษณะลำต้นทรงพุ่มขนาดเล็ก กิ่งยาว ใบขนาดเล็กสีเขียวเป็นมัน ดอกสีขาว กลิ่นคล้ายมะลิป่า ดอกสมบูรณ์เพศ สามารถผสมตัวเองได้ ดอกออกเป็นช่อลักษณะกลุ่ม ลักษณะผลรูปทรงค่อนข้างแบนและเมล็ดเล็ก ระยะออกดอกถึงผลแก่ใช้เวลา 6 - 9 เดือน การปลูกกาแฟด้วยวิธีธรรมชาติ แม้ผลผลิตที่ได้จะไม่เต็มที่เหมือนการปลูกด้วยสารเคมี แต่สิ่งที่ได้กลับมา คือ รสชาติกาแฟบริสุทธิ์ที่ได้จากธรรมชาติแท้ ๆ และความปลอดภัยของผู้บริโภค หลังได้เมล็ดกาแฟสด พี่สมศักดิ์จะนำไปตากแห้ง คั่วบด ด้วยกระทะ หม้อดิน โดยมีไม้ไผ่เป็นเชื้อเพลิง หลังจากนั้นจะส่งเมล็ดกาแฟขายให้กับโครงการหลวง พี่สมศักดิ์ แม้ตัวเล็กแต่มากน้ำใจ นักท่องเที่ยวที่แวะผ่านไปหน้าบ้านของเขา จะถูกเชื้อเชิญให้แวะชิมกาแฟอราบิก้าคั่วบด ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยมือทุกขั้นตอน ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติแวะเวียนมา ลิ้มรสกาแฟ อันหอมกรุ่นของพี่สมศักดิ์ไม่ขาดสายในแต่ละวัน
 
พี่สมศักดิ์ ขายกาแฟภายใต้ยี่ห้อชื่อของตัวเอง คือ “กาแฟสมศักดิ์” แล้วกาแฟของเขายังมีชื่อเรียกในภาษาปกาเกอะญอว่า " โถ่บิเบ" แปลว่า นกพญาไฟ พี่สมศักดิ์เน้นผลิตขายตามออเดอร์ ใช้แบ่งเมล็ดกาแฟคั่วบดใส่ถุงพลาสติกที่กั้นความชื้นได้ จำหน่ายในราคา ตั้งแต่ 100-200 บาทมียอดขายเฉลี่ยเดือนละ 500 กิโลกรัม สร้างรายได้ให้กับชุมชนไม่ต่ำกว่าเดือนละกว่า 150,000 บาท พี่สมศักดิ์วางแผนจัดตั้ง กลุ่มผลิตกาแฟครบวงจรในรูปแบบเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวบ้านทุกคนในชุมชนได้ร่วมเป็นเจ้าของกิจการกาแฟแห่งนี้ร่วมกัน เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ลูกหลาน ไม่ต้องออกไปค้าขายแรงงานในเมืองกรุงเหมือนในอดีต
หากใครสนใจ อยากลิ้มลองกาแฟคั่วบดแบบโบราณของพี่สมศักดิ์ สามารถแวะไปเยี่ยมชมไร่กาแฟของพี่สมศักดิ์ได้ “บ้านแม่กลางหลวง” โดยเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 108 (เชียงใหม่ – ฮอด) ผ่านอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง และอำเภอจอมทอง เป็นระยะทาง 50 กิโลเมตรโดยประมาณ แล้วเดินทางต่อไปตามเส้นทางอำเภอจอมทอง – อุทยานแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงหมายเลข 1009) อีกประมาณ 26 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายเข้าสู่บ้านแม่กลางหลวง นอกจากนี้ยังมีเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งโฮมสเตร์ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวอีกด้วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “พี่สมศักดิ์ คีรีภูมิทอง” บ้านเลขที่ 68 หมู่ 17 บ้านแม่กลางหลวง ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ 50160 โทร 081-9608856 , 080-854-405
 
ที่มา: เกษตรกรก้าวหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

สับปะรด ให้ระวังโรคยอดเน่ารากเน่า

ในช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวไร่สับปะรดเฝ้าระวังโรคยอดเน่ารากเน่า ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของสับปะรด อาการที่ต้น ใบยอดมีสีซีด โคนใบ

อ่านบทความนี้

เทคนิคการปลูก “มะรุม” ในกระถาง ให้ได้ผลดี

มะรุม มีประโยชน์มากมาย ใช้บริโภคได้ตั้งแต่ใบอ่อน ดอก ฝักอ่อน และฝักแก่ หรือแม้แต่เมล็ดยังสามารถนำไปสกัดน้ำมันได้อีกด้วย นอกจากนี้ มะรุมยังปลูกง่าย เติบโตเร็ว และทนต่อโรค แม้แต่ปลูกในกระถางก็ให้ผลดีและ

อ่านบทความนี้

เห็ดร่างแหสายพันธุ์ไทย คุณสมบัติตอบโจทย์คนรักสุขภาพและผู้สูงวัย

กรมวิชาการเกษตร วิจัยสำเร็จเห็ดร่างแหสายพันธุ์ไทย คุณสมบัติโดดเด่นให้สารสำคัญด้านสุขภาพบำรุงสมองดีต่อหัวใจ รองรับสังคมสูงวัยและกลุ่มรักสุขภาพ  ปรุงเป็นอาหารกลิ่นไม่คาว เนื้อกรุบกรอบไม่เ

อ่านบทความนี้